โครงงานเป็นการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้ผู้เรียน ได้เลือกและสร้างกระบวนการเรียนรู้เรื่องใด
เรื่องหนึ่งอย่างลุ่มลึกด้วยตนเอง โดยใช้วิธีการและแหล่งการเรียนรู้ที่หลากหลายและสามารถ
นำผลการเรียนรู้ไปใช้ในชีวิตจริงได้
โครงงาน เป็นวิธีการเรียนรู้ที่บูรณาการหลักสูตรกับการจัดการเรียนรู้ได้อย่างกลมกลืนกัน
เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่สร้างให้ผู้เรียนมีทักษะที่จำเป็นในการดำเนินชีวิต
เป็นวิธีการเรียนรู้ที่เกิดจากความสนใจ ใคร่รู้คำตอบของตัวผู้เรียนเอง
เป็นวิธีการเรียนรู้ที่ผู้เรียนสามารถสร้างความรู้ (construct) ด้วยตนเอง
เป็นวิธีการเรียนรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างลึกซึ้ง มีระบบเป็นขั้นตอนและต่อเนื่อง
เป็นการหาคำตอบข้อสงสัยโดยใช้ทักษะการเรียนรู้และปัญญาหลาย ๆ ด้าน
(อ้างถึงใน โครงงาน : การเรียนรู้ที่ลุ่มลึก สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ลำดับที่ 16 : 2)

การเรียนการสอนแบบโครงการ/โครงงาน เป็นการเรียนการสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนเลือกสิ่งที่สำคัญ
กำหนดเรื่องที่จะศึกษาหรือโครงการที่สนใจจะทำเป็นการศึกษาด้วยตนเองในสิ่งที่มีความคล้ายคลึงเกี่ยวข้อง
สัมพันธ์กับชีวิตจริงหรือสภาพปัญหาที่เป็นจริงในชีวิตประจำวัน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนใช้ความรู้ ความคิดที่ลึกซึ้ง
เชื่อมโยงสัมพันธ์กับ จนได้ความรู้ใหม่ที่มีความหมายสอดคล้องและเชื่อมโยงกัน
ได้ใช้ทักษะที่มีในการทำงานตามความต้องการและความสนใจทำให้เด็กได้พัฒนาความรับผิดชอบ
ความมีวินัยในตนเองและความรอบคอบในการปฏิบัติงาน
(อ้างถึงในการเรียนรู้...สู่ทักษะชีวิต สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ, 2541)
จากความหมายดังที่ได้กล่าวมาแล้วผู้เขียนขอเสนอความหมายของโครงงานที่ได้จากการวิเคราะห์และสรุปดังนี้
“โครงงานเป็นวิธีการเรียนรู้ที่เกิดจากความสนใจใคร่รู้ของผู้เรียนที่อยากจะศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
หรือหลาย ๆ สิ่งที่สงสัยและอยากรู้คำตอบให้ลึกซึ้งชัดเจน หรือต้องการเรียนรู้ในเรื่องนั้น ๆ ให้มากขึ้นกว่าเดิม
โดยใช้ทักษะกระบวนการและปัญญาหลาย ๆ ด้าน มีวิธีการศึกษาอย่างเป็นระบบและมีขั้นตอนต่อเนื่อง
มีการวางแผนในการศึกษาอย่างละเอียด ลงมือปฏิบัติตามแผนงานที่วางไว้ จนได้ข้อสรุปหรือผลคำตอบ
เกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ” ซึ่งสามารถกล่าวได้ว่า “โครงงานเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการทำวิจัยโดยเด็ก ๆ
เพราะเด็กนักเรียนเป็นผู้ลงมือปฏิบัติเพื่อที่จะพัฒนาความรู้ โดยใช้ระเบียบวิธีการทำงานที่เป็นระบบและ
ใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการศึกษาค้นหาความรู้ ความจริง
จนได้ข้อสรุปเป็นองค์ความรู้หรือความรู้ใหม่ด้วยตัวเขาเอง”
ดังนั้น โครงงานจึงเป็นกิจกรรมที่เรียกได้ว่าเป็นการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญอย่างแท้จริง
เพราะนักเรียนเป็นผู้ที่สร้างความรู้ด้วยตนเองเริ่มจากการตัดสินใจในการเลือกและวางแผนการเรียนด้วยตนเอง
โดยทำการศึกษาปัญหาที่เขาสนใจปัญหาใดปัญหาหนึ่ง มีการกำหนดจุดประสงค์ไว้ว่าต้องการจะศึกษาอะไร
จะศึกษาอย่างไร ซึ่งมีการวางแผนการดำเนินงานที่ชัดเจนอย่างเป็นลำดับขั้นตอน เลือกหา เลือกใช้เครื่องไม้เครื่องมือ
ออกแบบการทดลอง การสำรวจข้อมูลด้วยตนเอง ลงมือปฏิบัติเอง บันทึกผลการปฏิบัติเองว่าศึกษาแล้วได้อะไร
ผลเป็นอย่างไร แล้วนำผลที่ได้จากการกระทำหรือศึกษาปัญหาดังกล่าวมาทำการแปลผล
เพื่อนำเสนอหรือเผยแพร่ให้ผู้อื่นได้เข้าใจ และทราบถึงผลที่เกิดจากการศึกษานั้น
สามารถนำไปศึกษาต่อหรือนำไปใช้ประโยชน์ ผู้เรียนมีโอกาสได้แสดงออกอย่างอิสระ
ได้คิดอย่างหลากหลาย คิดอย่างสร้างสรรค์ ได้เรียนรู้จากการเป็นผู้ปฏิบัติในสภาพความเป็นจริง
ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ตรง ได้ทำกิจกรรมตามความสามารถ ความถนัด ความสนใจของตนเองและมีความสุขในการเรียนรู้
นอกจากนั้นการทำงานเป็นกลุ่มเป็นทีมทำให้ผู้เรียนได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งกันและกัน
ได้ฝึกการประเมินตนเอง รู้จักตนเอง เห็นคุณค่าของตนเองและยอมรับผู้อื่น เกิดการเข้าใจอารมณ์
ความรู้สึกนึกคิดของผู้อื่นและการควบคุมตนเอง เป็นการช่วยพัฒนาความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ หรือ
ระดับสติปัญญาทางอารมณ์ หรือความสามารถในการตระหนักถึงความรู้สึกของตนเอง (การมีสติ)
และผู้อื่น พร้อมทั้งสามารถบริหารหรือจัดการอารมณ์ของตนได้ เช่น การฝึกควบคุมอารมณ์ของตนเองทำให้เป็นคนมีวินัยในตนเอง
และตรงต่อเวลาและสามารถสร้างสัมพันธภาพ (การมีมนุษยสัมพันธ์) กับผู้อื่นได้เป็นอย่างด
ี รู้จักกระตุ้นและจูงใจตนเองทำให้เกิดความพยายาม มุมานะในการทำงานจนประสบความสำเร็จในชีวิต
และยังเป็นการพัฒนาระดับสติปัญญาทางศีลธรรม หรือระดับความไม่เห็นแก่ตัว (Moral Quotient) ให้กับผู้เรียนโดยไม่รู้ตัวอีกด้วย

หลักการและแนวคิดของโครงงาน
การจัดการเรียนการสอนที่จะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อนักเรียนจะต้องทำให้ผู้เรียนมองเห็นความสำคัญว่าสิ่งที่เรียนไปนั้นมีความเกี่ยวข้อง
สัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่อย่างไร นำไปใช้ในชีวิตจริงได้หรือไม่และจะใช้ได้อย่างไร ความรู้ที่เรียนไปแล้วนั้นเขาสามารถ
นำไปประยุกต์ใช้กับความรู้อื่น ๆ และสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากแบบเรียนได้อย่างไรและโดยวิธีใด แต่ละวิชาที่เรียนไปนั้นมีประโยชน
์กับตัวเขาอย่างไรบ้าง ครูจะต้องสอนให้นักเรียนมีความเข้าใจถึงกระบวนการในการเรียนรู้
นักเรียนจะสามารถพัฒนาความคิดของตนเองได้ก็ต่อเมื่อสามารถถามและตอบคำถามด้วยตนเองได้ เช่น คำถามที่ว่า
ทำไม...อย่างไร หมายความว่าอะไร...มีวิธีที่ดีกว่านี้ไหม...อะไรจะเกิดขึ้นถ้ามีอะไรมาเปลี่ยนแปลงสิ่งนั้น...เป็นต้น
กิจกรรมโครงงานเป็นกิจกรรมที่นักการศึกษาหลายท่านยอมรับว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่ครูผู้สอนในทุกระดับการศึกษา
ทั้งระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาและคณาจารย์ในระดับมหาวิทยาลัย ควรจะต้องนำไปใช้เป็นกิจกรรมการเรียนการสอน
เพื่อพัฒนาความสามารถของนักเรียนประถมศึกษา มัธยมศึกษาหรือแม้แต่นิสิต นักศึกษาในการค้นหาความรู้ด้วยตนเอง
โดยการทำโครงงาน เพราะกิจกรรม โครงงานถือได้ว่าเป็นกิจกรรมที่ตอบสนองต่อกระบวนการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญได้เป็นอย่างดี และยังเป็นกิจกรรมที่ครูทุกคนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับการเรียนการสอนทุกสาระการเรียนรู้
โครงงานเป็นกิจกรรมที่สามารถพัฒนาเด็กยุคใหม่ที่อยู่ในสังคมของแหล่งข่าวสารข้อมูลที่หลากหลายและมากมาย
ซึ่งต้องมีความสามารถในการเลือกสรรให้ถูกต้องและเหมาะสมกับระดับและวัยของเขาเอง
รวมไปถึงความสามารถที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาประยุกต์ใช้กับชีวิตจริงได้เป็นอย่างดี
สามารถปฏิรูปเด็กยุคใหม่ในสังคมไทยให้รู้จักสร้างวัฒนธรรมของการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องไปตลอดชีวิต
ดังที่นักการศึกษาหลาย ๆ ท่านได้พูดไว้ว่า เด็กยุคใหม่ต้องรู้จักที่จะเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน เป็นการศึกษาตลอดชีวิต (life long education)

กิจกรรมโครงงานเป็นกิจกรรมที่เน้นการสร้างความรู้ด้วยตนเองของผู้เรียน โดยการบูรณาการสาระความรู้ต่าง ๆ
ที่อยากรู้ให้เอื้อต่อกันหรือร่วมกันสร้างเสริมความคิด ความเข้าใจ ความตระหนัก ทั้งด้านสาระและคุณค่าต่าง ๆ
ให้กับผู้เรียน โดยอาศัยทักษะทางปัญญาหลาย ๆ ด้าน ทั้งที่เป็นทักษะขั้นพื้นฐานในการแสวงหาความรู้และทักษะขั้นสูง
ที่จำเป็นในการคิดอย่างสร้างสรรค์และมีวิจารณญาณ เป็นต้น โดยมีครูเป็นผู้คอยดูแลช่วยเหลือ ให้คำแนะนำ
รวมไปถึงการให้กำลังใจ การนำแนวคิด วิธีการและแนวทางในการทำโครงงานไปใช้ในกระบวนการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาผู้เรียน
ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางสร้างสรรค์และเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องและตลอดชีวิต
การจัดการเรียนรู้ด้วยกิจกรรมโครงงานตั้งอยู่บนพื้นฐานความเชื่อและหลักการปฏิรูปกระบวนการเรียน รู้คือเชื่อมั่นในศักยภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนภายใต้หลักการจัดการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางและสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในท้องถิ่น
(อ้างถึงใน โครงงาน : การเรียนรู้ที่ลุ่มลึก เอกสารการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ ลำดับที่ 16 : 3) กล่าวคือ
- ผู้เรียนได้เลือกเรื่อง/ประเด็น/ปัญหา ที่ต้องการจะศึกษาด้วยตนเอง
- ผู้เรียนเลือกและหาวิธีการตลอดจนแหล่งของข้อมูลที่หลากหลายด้วยตนเอง
- ผู้เรียนลงมือปฏิบัติ (เรียนรู้) ด้วยตนเอง
- ผู้เรียนได้บูรณาการทักษะ/ประสบการณ์/ความรู้/สิ่งแวดล้อม รอบตัวตามสภาพจริง
- ผู้เรียนเป็นผู้สรุป (สร้างองค์ความรู้) ด้วยตนเอง
- ผู้เรียนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้อื่น
- ผู้เรียนได้นำความรู้ไปใช้จริง
การให้นักเรียนทำโครงงานเป็นวิธีการหนึ่งที่นักเรียนได้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ด้วยตนเองและปฏิบัติเอง ช่วยให้นักเรียนได้พัฒนาความคิดอย่างอิสระ
ได้ฝึกการทำงานเป็นกลุ่ม ได้ฝึกทักษะกระบวนการในการค้นคว้าหาความรู้ เช่น การสังเกต การวัด การสำรวจ การตั้งสมมติฐาน การทดสอบ
การทดลอง การรวบรวมข้อมูล การหาข้อสรุป การอภิปรายของสมาชิกในกลุ่ม การวางแผนการทำงาน การวิเคราะห์ข้อมูล การแปลผลข้อมูล
การสื่อความหมายและการตีความหมายของข้อมูล การนำเสนอข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การแสดงรูปแบบจำลอง การจัดนิทรรศการ
การเขียนในรูปของแผนภูมิ แผนผัง การเขียนเป็นรายงาน การจัดทำแผงโครงงาน การแสดงละคร การแสดงบทบาทสมมติ เป็นต้น
เริ่มตั้งแต่ปัญหาที่เขาสนใจและอยากรู้คำตอบจึงได้ทำการศึกษาค้นคว้าหาข้อมูล รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ
ที่เกี่ยวข้องโดยอาศัยความรู้ความเข้าใจจากเรื่องต่าง ๆ ที่ได้เรียนมา ใช้กระบวนการและทักษะต่าง ๆ
ที่เป็นพื้นฐานภายใต้การให้คำแนะนำปรึกษาและการดูแลของครูหรือผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ
การทำโครงงาน ไม่ใช่เป็นการเพิ่มเนื้อหาให้มากขึ้นกว่าเดิม แต่จะเป็นกระบวนการในการฝึกปฏิบัติงานประจำที่เป็นระบบมากขึ้น
โครงงานควรเริ่มให้นักเรียนได้รู้จักและฝึกทำมาตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษา โดยที่แรกเริ่มนั้นครูอาจจะต้องเป็นผู้คิดปัญหาง่าย ๆ
หลากหลายให้เด็กได้ลองเลือกทำตามความสนใจ เมื่อนักเรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำโครงงานแล้ว
ต่อไปครูควรให้นักเรียนได้คิดปัญหาโครงงานด้วยตนเองอย่างอิสระตามความสนใจ โดยอาศัยทักษะพื้นฐานง่าย ๆ
เช่น การสังเกต การวัด การจัดจำแนก การคำนวณ การตั้งสมมติฐาน การทดลอง การหาข้อสรุป และ
เผยแพร่ข้อมูลที่ค้นพบด้วยวิธีการนำเสนอในรูปแบบต่าง ๆ ดังได้กล่าวมาแล้ว
การเรียนรู้ในรูปแบบของโครงงาน เป็นการจัดโอกาสให้นักเรียนได้ใช้ความรู้ความชำนาญทักษะที่มีอยู่
รวมทั้งจุดเด่นของตนเองที่อาจไม่มีโอกาสได้แสดงออกในที่ใดมาก่อน นำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างเต็มที่
ส่งเสริมให้เด็กได้ตัดสินใจด้วยตนเองและมีส่วนร่วมในการคิดกิจกรรมโดยการเป็นผู้สร้างความรู้บ้าง
แทนที่จะเป็นผู้รับความรู้แต่เพียงฝ่ายเดียวซึ่งไม่มีวันที่จะรับได้ทั้งหมด ถ้าผู้เรียนได้ลงมือ
ปฏิบัตเองเขาจะจดจำสิ่งเหล่านั้นติดตัวไปตลอดชีวิตโดยไม่มีวันลืม การเรียนรู้โดยวิธีนี้อาจทำคนเดียวหรือหลายคนก็ได้
โดยมีการวางแผนร่วมกันก่อนที่จะลงมือทำโครงงาน นักเรียนจะต้องรู้วิธีการทำงานโดยใช้กระบวนการกลุ่มที่มีการตั้งจุดประสงค์ร่วมกัน
วางแผนร่วมกัน ดำเนินการงานและรับผิดชอบร่วมกัน ตลอดจนประเมินผลร่วมกัน แต่สิ่งที่ควรคำนึงคือควรจะเริ่มต้นจากความสนใจของนักเรียนจริง ๆ
และที่สำคัญมากและจำเป็นอย่างยิ่ง คือ การที่ครูจะต้องคอยให้กำลังใจ ให้คำแนะนำช่วยเหลือในทุก ๆ ด้าน
เพื่อให้นักเรียนประสบความสำเร็จในการทำโครงงานครั้งแรก เพราะจะเป็นกำลังใจที่มีความสำคัญต่อเด็กเป็นอย่างยิ่งและ
จะเป็นตัวช่วยกระตุ้นหรือแรงจูงใจให้เกิดความอยากที่จะทำโครงงานชิ้นต่อไปอีก ถ้าประสบความล้มเหลวเสียตั้งแต่ครั้งแรกแล้ว
โครงงานชิ้นต่อไปก็คงจะไม่เกิดขึ้น เพราะเด็กจะเกิดความท้อแท้และเบื่อหน่าย รวมทั้งทำให้เกิดความท้อแท้ต่อการเรียนโดยภาพรวมด้วย
กิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์เป็นกิจกรรมที่เรารู้จักกันดี ซึ่งในหลายปีที่ผ่านมานี้ได้มีการนำโครงงานวิทยาศาสตร์มาใช้เป็น
กิจกรรมในการเรียนการสอนมากขึ้น ทั้งที่เป็นกิจกรรมในหลักสูตร และกิจกรรมนอกหลักสูตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงเรียนประถมศึกษาหลายแห่ง
มีการตื่นตัวกันมาก ได้มีการจัดกิจกรรมดังกล่าวภายในโรงเรียน และเปิดโอกาสให้นักเรียนได้มีการนำเสนอผลงานทั้งในและนอกโรงเรียน
ทำให้นักเรียนมีความสนใจเรียนวิชาวิทยาศาสตร์มากขึ้น มีเจตคติต่อวิชาวิทยาศาสตร์ดีขึ้น และเป็นที่ยอมรับกันว่า
โ ครงงานวิทยาศาสตร์ทำให้ครูทุกระดับการศึกษาต้องพัฒนาตนเองเป็นอย่างมาก เพราะครูจะต้องมีความรู้ความสามารถในการที่จะ
ให้คำปรึกษาแนะนำนักเรียนในความดูแลได้ ถ้ามองในภาพรวมทั้งหมดของโครงงาน จะเห็นได้ว่าโครงงานวิทยาศาสตร์เป็นกิจกรรม
ที่เลียนแบบการทำงานของนักวิทยาศาสตร์เพราะเริ่มมาจากการที่มีปัญหาและหาวิธีก้ปัญหานั้น โดยการนำวิธีการทางวิทยาศาสตร์และ
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไปใช้ในการศึกษาค้นคว้าหรือแสวงหาความรู้ หรือคิดค้นด้วยตนเองจนได้ข้อสรุป สำหรับวิชาอื่น ๆ
ก็สามารถนำกิจกรรมโครงงานไปใช้ได้ในทำนองเดียวกันกับวิชาวิทยาศาสตร์ และใช้ทักษะ/กระบวนการทำงานต่าง ๆ เหมือนกันเช่น
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะการทำงานกลุ่ม ทักษะการคิด เป็นต้น เพียงแต่ในวิชาอื่น ๆ ไม่เน้นที่การทดลองในการค้นหาคำตอบ
ซึ่งถ้ามอบในอีกแง่มุมหนึ่ง จะเห็นได้ว่าโครงงานที่เด็กทำเปรียบได้กับงานวิจัยชิ้นเล็ก ๆ ที่เด็ก ๆ ตั้งปัญหาขึ้นมา
และเป็นปัญหาที่เขาให้ความสนใจเป็นพิเศษ และพยายามหาแนวทาง ที่จะพิสูจน์เพื่อหาคำตอบของปัญหานั้น
กระบวนการในการศึกษาค้นคว้ามีกระบวนการ วิธีการคล้ายกับงานวิจัยของผู้ใหญ่เช่น มีการตั้งเป้าหมายหรือจุดประสงค์ในการศึกษา
มีการคาดเดาคำตอบล่วงหน้าอย่างมีหลักการ หรือการตั้งสมมติฐาน มีการออกแบบเพื่อหาวิธีการแก้ปัญหาจากหลาย ๆ วิธี
แล้วเลือกใช้วิธีที่คิดว่าเป็นไปได้มากที่สุด เหมาะสมที่สุด มีการลงมือปฏิบัติไปตามวิธีที่เลือกอย่างเป็นขั้นตอนที่ชัดเจน
ในระหว่างการปฏิบัติงานได้มีการจดบันทึก และเก็บรายละเอียดต่าง ๆของการทำงานอย่างเป็นระบบ เมื่อจบการปฏิบัติตามวิธีการที่เลือก
แล้วได้มีการอภิปรายสรุปผลการศึกษาจนได้เป็นข้อสรุป ร่วมกันของกลุ่มหรือเป็นความรู้ใหม่ที่กลุ่มค้นพบ
พร้อมทั้งเลือกรูปแบบที่จะเผยแพร่ความรู้ที่ตนได้ ข้อสรุปมานั้นแก่ผู้สนใจอื่น ๆ ด้วย

โครงงานวิทยาศาสตร์ (Science Project) คืออะไร ?
ธีระชัย ปูรณะโชติ (2531 : 1) ได้ให้ความหมายว่าโครงงานวิทยาศาสตร์คือการศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี ซึ่งนักเรียนจะต้องเป็นผู้ที่ทำการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง โดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
และมีครูเป็นผู้ให้ คำแนะนำรวมทั้งให้คำปรึกษาในทุก ๆ เรื่อง ตั้งแต่การเลือกใช้อุปกรณ์ เครื่องมือต่าง ๆ ในการทดลอง
การพานักเรียนไปปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องเพื่อให้การศึกษาค้นคว้านั้นบรรลุตามวัตถุประสงค์
พิมพันธ์ เดชะคุปต์ (2540 : 1) ได้กล่าวว่าโครงงานวิทยาศาสตร์เป็นการศึกษาเพื่อค้นพบ ข้อความรู้ใหม่ สิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ด้วยตัวของผู้เรียนเอง
โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ อันประกอบด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์อันประกอบด้วย
วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ตลอดจนการเป็นผู้มีเจตคติทางวิทยาศาสตร์ แล้วเสนอผลการศึกษาในรูปแบบ
การเขียนรายงานโครงงานวิทยาศาสตร์ โดยมีครู อาจารย์และผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ให้คำปรึกษา
ยุทธนา สมิตสิริ (อ้างถึงในกิ่งทอง 2540) ได้ให้ความหมายว่า โครงงานวิทยาศาสตร์เป็น กิจกรรมเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เน้น
ให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติ ศึกษา ค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเองตามความรู้ ความสามารถและความสนใจเป็นรายกลุ่มและรายบุคคล
โดยอาศัยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการหาคำตอบของปัญหาหรือข้อสงสัย
กิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์เป็นกิจกรรมที่สามารถจัดได้ทั้งในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา
ครูจะต้องพยายามจัดโอกาสที่จะให้นักเรียนได้โครงงานวิทยาศาสตร์ ซึ่งอาจจะเป็นการทำงานกลุ่มหรือทำงานเป็นรายบุคคลก็ได้
แต่ควรจะเริ่มจากโครงงานที่มีขนาดเล็ก ๆ ไม่ยุ่งยากซับซ้อนจนเกินไปเพราะเป็นงานชิ้นแรกของเด็ก
ครูจึงควรสร้างความมั่นใจให้กับเขาให้เขาประสบความสำเร็จในการทำโครงงานนั้น ทั้งนี้ครูจะต้องคำนึงถึงศักยภาพที่มีอยู่ในตัวเด็กแต่ละคนด้วย แม้ว่าโดยหลักการสำคัญของการทำโครงงานจะเน้นที่งานนั้นต้องเป็นงานที่นักเรียนมีความสนใจอยากทำจริง ๆ
แต่ถ้าครูพิจารณาแล้วว่ายากเกินไปก็อาจให้คำแนะนำปรับเปลี่ยนทำเป็นงานชิ้นเล็กและง่าย ๆ ไปก่อน ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงของครูอยู่แล้วที่จะต้องดูแล
ให้นักเรียนรู้จักเลือกทำโครงงานที่เหมาะกับศักยภาพและความสามารถเพื่อที่เขาจะได้
ทำโครงงานนั้นจนสำเร็จตามขั้นตอน เพราะการเริ่มต้นด้วยความสำเร็จจะนำไปสู่การทำงานชิ้นอื่นต่อไปอย่างมีความสุข
เพื่อให้เข้าใจชัดเจนว่าจะนำโครงงานมาใช้เป็นกิจกรรมหนึ่งของการเรียนการสอนได้อย่างไร น่าจะพิจารณาจากโครงงานวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็น
กิจกรรมที่ต้องการเน้นให้นักเรียนคิดเอง ทำเอง และแก้ปัญหาด้วยตนเอง เริ่มตั้งแต่การคิดหาปัญหาที่นักเรียนสนใจจะศึกษา
ทำการวางแผนแก้ปัญหา ศึกษาค้นคว้าหาข้อมูล ลงมือปฏิบัติ รวบรวมข้อมูลที่ศึกษา ทดลอง บันทึกผลการศึกษา แปลผล สรุปผลและนำเสนอผลการศึกษาค้นคว้าของตนเองหรือกลุ่มเผยแพร่แก่ผู้อื่นต่อไปซึ่งจะครอบคลุมกระบวนการเรียนรู้ที่มีระบบชัดเจน
โครงงานวิทยาศาสตร์มีหลายประเภท แต่สำหรับเด็กนักเรียนในระดับประถมศึกษามักจะทำได้ง่ายและนิยมทำกันมาก ได้แก่

โครงงานประเภทสำรวจ
เป็นโครงงานที่ไม่ต้องมีการจัดหรือกำหนดตัวแปร แต่เป็นการรวบรวมข้อมูลในสนามหรือในธรรมชาติได้ทันทีหรือทำการเก็บรวบรวมวัสด
ุตัวอย่างมาวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ หรือจำลองธรรมชาติขึ้นในห้องปฏิบัติการแล้วสังเกตและศึกษารวบรวมข้อมูลต่าง ๆ
แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมาจำแนกเป็นหมวดหมู่และนำเสนอในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้เห็นลักษณะหรือความสัมพันธ์ในเรื่องที่ต้องการศึกษาได้ชัดเจน
มากยิ่งขึ้น เช่น
- การสำรวจจำนวนต้นไม้ในโรงเรียน ชุมชน ป่าใกล้บ้าน ฯลฯ
- การสำรวจความต้องการของนักเรียนในโรงเรียนเกี่ยวกับการใช้น้ำ
- การสำรวจความคิดเห็นของนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เกี่ยวกับการใช้ไฟฟ้า
อย่างประหยัด
- การสำรวจคุณภาพของน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา/ลำคลอง/หนอง/บึง ในชุมชน/ท้องถิ่น
- การสำรวจความคิดเห็นของคนในชุมชนเกี่ยวกับการตัดไม้ทำลายป่า
- การสำรวจความต้องการของนักเรียนในการใช้สนามเด็กเล่น
- การสำรวจความชอบในการรับประทานอาหารของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
- การสำรวจชนิดของขนมไทยที่เด็ก ๆ ชอบรับประทาน
- การสำรวจการดื่มนมของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
- การสำรวจคำควบกล้ำที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน
- การศึกษาพฤติกรรมของมดแดงที่เลี้ยงในขวดแก้ว
- การศึกษาวงจรชีวิตของผีเสื้อที่เลี้ยงในห้องวิทยาศาสตร์ ฯลฯ

โครงงานประเภททดลอง
เป็นโครงการที่ต้องมีการกำหนดตัวแปรอย่างชัดเจน โดยที่ตัวแปรตัวหนึ่งมีผลต่อตัวแปรอีกตัวหนึ่ง และต้องมีการควบคุมตัวแปรอื่น
ที่อาจมีผลต่อตัวแปรที่เราต้องการศึกษาได้ เช่น
- การใส่ปุ๋ยคอกจะทำให้ต้นมะนาวให้ผลมากกว่าการใส่ปุ๋ยวิทยาศาสตร์
- กลิ่นฉุนของพืชบางชนิดจะทำให้ลดจำนวนยุงลงได้
- กระดองปูม้าจะกำจัดตัวมอดได้ดี
- เปลือกมะนาวแห้งจะไล่มดคันไฟได้ดีดว่าเปลือกมะนาวสด
- การใส่ลูกอมฮอลล์ลงในหม้อตุ๋นเนื้อจะทำให้เนื้อเปื่อยได้ดีกว่าการใส่ยางมะละกอ
ครูผู้สอนสามารถจะกำหนดเนื้อหาสาระที่สอนในวิชาวิทยาศาสตร์ว่าควรจะให้นักเรียนได้มีโอกาสทำโครงงานเรื่องใดได้บ้าง
เช่น นักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 2 ซึ่งเรียนเกี่ยวกับเรื่องพืช คุณครูอาจให้นักเรียนทำโครงงานสำรวจว่า
ในโรงเรียนของเรามีต้นไม้อะไรบ้าง
ชื่ออะไร ใช้ทำอะไรได้ง้าง มีความสำคัญกับชีวิตของนักเรียนอย่างไร หรือทำโครงการสังเกตดอกไม้ 1 ชนิด ในด้านสี รูปลักษณ์
จำนวนของกลีบดอก ลักษณะของกลีบดอก เกสร ก้านดอก ลักษณะของดอกไม้อื่น ๆ ที่มีความเหมือนกันในด้านต่าง ๆ เป็นต้น
ส่วนนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 – 4 ซึ่งเรียนเนื้อหาที่ซับซ้อนมากขึ้นในเรื่องเดียวกันก็สามารถทำการศึกษาที่ยากขึ้นในอีกระดับหนึ่ง
เช่น ทำโครงงานเรื่อง

ต้นไม้ในโรงเรียนของเรามีประเภทใดบ้าง ชื่ออะไร แต่ละประเภทมีลักษณะพิเศษอย่างไร ใช้ทำประโยชน์อะไรได้บ้างในแต่ละชนิด
หรือทำการศึกษาต้นไม้ในแต่ละชนิดอย่างละเอียด เป็นต้น เมื่อเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 – 6 อาจทำโครงงานทดลองเปรียบเทียบ
การปลูกต้นไม้ชนิดเดียวกันแต่ในปัจจัยต่างกันเช่น เปรียบเทียบการปลูกดอกดาวเรืองโดยรดน้ำล้างปลากับน้ำธรรมดา
ทดลองปลูกต้นชบาในดินต่างชนิดกัน ปลูกต้นพริกต่างพันธุ์ในสถานที่เดียวกับ ศึกษาขนาดความก้าวของใบต่อการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช
ปลูกต้นพลูด่างในห้องเรียนกับนอกห้องเรียน ศึกษาสายพันธุ์ของดอกกุหลาบที่มีในท้องถิ่น เป็นต้น
จากตัวอย่างที่กล่าวแล้ว จะเห็นได้ว่าหากคุณครูสามารถวิเคราะห์เนื้อหาสาระของหลักสูตรก็จะพบว่าการที่จะสอนให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยการ
ทำโครงงานนั้นไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นอย่างที่คิด เพียงแต่ตัวครูจะต้องมีความเข้าใจในเรื่องการใช้กิจกรรมโครงงานให้ถ่องแท้เสียก่อน
และจะต้องไม่ยึดติดอยู่กับเนื้อหา เพราะครูไม่สามารถสอนเนื้อหาให้นักเรียนได้ทั้งหมด แต่นักเรียนจะเรียนรู้เพิ่มเติมต่อยอดจากที่ครูได้สอน
ไปแล้วอีกมากมายที่ครูไม่สามารถบอกเขาได้ทั้งหมด ตัวครูเองยังได้เรียนรู้และได้ความรู้ เพิ่มเติมจากการทำโครงงานของนักเรียนอีกด้วย
การเรียนรู้โดยการทำกิจกรรมโครงงานของนักเรียน จะช่วยเสริมความมั่นใจให้กับนักเรียนและที่สำคัญเป็นการสอนใหันักเรียนได้เรียนรู้
วิธีการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ดั่งคำกล่าวที่ว่า เราให้ปลาเขา เขาจะกินหมดภายในเวลาไม่นาน
แต่ถ้าเราสอนวิธีการหาปลาให้เขาเขาก็จะมีปลากินไปตลอดชีวิตนั่นเอง

เอกสารอ้างอิง

กิ่งทอง ใบหยก, การทำโครงงานวิทยาศาสตร์ระดับประถมศึกษา. กรุงเทพมหานคร โรงพิมพ์จุฬา
ลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2540.
วิชาการ, กรม. พหุปัญญาในห้องเรียน : วิธีการสอนเพื่อพัฒนาปัญญาหลายด้าน. พ.ศ.2543.
คณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ, สำนักงาน. โครงงานการเรียนรู้ที่ลุ่มลึก :
เอกสารปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ ลำดับที่ 16, 2543.
คณะอนุกรรมการปฏิรูปการเรียนรู้, สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ. ปฏิรูป
การเรียนรู้ ผู้เรียนสำคัญที่สุด. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2543.
โครงการพิเศษ, สำนักงาน. สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ. การเรียนรู้.......สู่
ทักษะชีวิต : แนวคิด แนวทางในการพัฒนาเด็กให้เป็นคนดี คนเก่ง มีความสุข และ
เป็นพลังในการสร้างสรรค์โลกให้งดงาม, 2541.
จิราภรณ์ ศิริทวี, โครงงาน : ทางเลือกใหม่ของการสร้างปัญญาชน. วารสารกรมวิชาการ 8
(สิงหาคม 2542) : 34.
ทิศนา แขมมณี, เทคนิค และวิธีการสอนที่เน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลาง : เอกสารประกอบการ
บรรยายการอบรมครูตำรวจตระเวนชายแดนในโครงการพัฒนาศักยภาพครูตำรวจตระเวน
ชายแดน ระหว่างวันที่ 15 – 21 พฤษภาคม 2543. จัดโดยคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย.
ธีระชัย ปูรณโชติ, การสอนกิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ คู่มือสำหรับครู. พิมพ์ครั้งที่ 2.
กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2531.
พิมพันธ์ เดชะคุปต์, การเขียนรายงานโครงงานวิทยาศาสตร์ : เอกสารประกอบการประชุมเชิง
ปฏิบัติการ หมายเลข 5 เรื่องการสอนนักเรียนทำโครงงานวิทยาศาสตร์ระดับประถมศึกษา.
กรุงเทพมหานคร : คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2540. (อัดสำเนา)
ลัดดา ภู่เกียรติ, โครงงานเพื่อการเรียนรู้ : หลักการและแนวทางการจัดกิจกรรม. สำนักพิมพ์
พี. แอนด์. พี. ปริ้นติ้ง, 2444.
ศึกษาธิการ, กระทรวง. แนวการสอนวิทยาศาสตร์ ว.017 โครงงานวิทยาศาสตร์กับคุณภาพชีวิต
ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น, โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2536.
สมศักดิ์ สินธุรเวชญ์, แนวคิดในการพัฒนาคนและกระบวนการเรียนรู้. วารสารข้าราชการครู.
19 (สิงหาคม – กันยายน 2542) 11 – 121.